ข้อเท็จจริง
1. นายจ้างตกลงจ้างลูกจ้างในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลโดยได้รับเงินเดือน ค่าบริการ และค่าอาหาร เป็นประจำทุกเดือน ต่อมานายจ้างได้บอกเลิกลูกจ้าง เนื่องจากไม่ผ่านการประเมินผลงาน เพราะไม่สามารถทำงานกับผู้อื่นได้ดี มีปัญหาอุปสรรคในการประสานงาน ใช้วาจาไม่สุภาพกับเพื่อนร่วมงาน โดยนายจ้างได้จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างแล้ว แต่ลูกจ้างฟ้องว่า นายจ้างได้จ่ายค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ครบถ้วน เพราะไม่ได้นำเอาค่าบริการและค่าอาหารมาคำนวณเป็นค่าจ้างเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วย
2. ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ระบุว่า ค่าบริการเป็นเงินที่นายจ้างเรียกเก็บเงินจากแขกผู้มาใช้บริการร้อยละสิบแล้วนำมาจ่ายให้แก่ลูกจ้างทุกคนจำนวนตั้งแต่ร้อยละเจ็ดสิบของค่าบริการทั้งหมด ส่วนที่เหลือนั้น นายจ้างได้หักไว้เพื่อเป็นต้นทุนของสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ที่แตกหักชำรุดเสียหายในแต่ละเดือน ซึ่งนายจ้างจะนำเงินค่าบริการมาแบ่งเฉลี่ยแก่ลูกจ้างคนละเท่าๆกัน โดยนายจ้างไม่ได้มีส่วนได้เสียกับค่าบริการนั้น
3. นายจ้างได้จัดอาหารและหอพักให้พนักงานอาศัยเป็นสวัสดิการ โดยคำนวณเป็นค่าอาหารและค่าหอพักเพื่อถือเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษี โดยไม่ได้มีการจ่ายค่าอาหารเป็นตัวเงินแต่อย่างใด
ประเด็นวินิจฉัย
ค่าบริการและค่าอาหารตามข้อเท็จจริงดังกล่าว เป็น ค่าจ้าง ซึ่งจะต้องนำมาเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่
ข้อกฎหมาย
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า ค่าจ้าง หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวันรายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันหยุด และวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้
ค่าบริการและค่าอาหารที่มีลักษณะดังกล่าวถือเป็นค่าจ้างหรือไม่
ค่าจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ
- ประการแรก ค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงจ่ายกันตามสัญญาจ้าง
- ประการที่สอง เงินที่จ่ายดังกล่าวนายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน
o ประการที่สาม เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
เมื่อปรากฏว่าในส่วนของค่าอาหารนั้น นายจ้างไม่ได้จ่ายเป็นเงินให้แก่พนักงาน แต่นายจ้างได้จัดอาหารและหอพักให้พนักงานอาศัยเป็นสวัสดิการโดยคำนวณเป็นค่าอาหารและค่าหอพักเพื่อถือเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษี ค่าอาหารดังกล่าวจึงเป็นเพียงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น จึงไม่ใช่ เงิน ที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง
ส่วนค่าบริการเป็นเงินที่นายจ้างเก็บรวบรวมจากลูกค้าที่มาใช้บริการโรงแรมในแต่ละเดือนก่อนที่จะแบ่งเฉลี่ยจ่ายแก่พนักงานทุกคน โดยนายจ้างได้หักค่าบริการไว้ร้อยละสิบเป็นต้นทุนสิ่งของที่แตกหักชำรุด จึงเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายเงินแก่พนักงานหลังหักต้นทุนแล้ว การหักค่าบริการไว้ร้อยละสิบในแต่ละเดือนก็เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเพื่อชดเชยความชำรุดของทรัพย์สินที่อาจเสียหายจากการทำงานของลูกจ้างตามปกติของการทำงาน นายจ้างจึงไม่ได้มีส่วนได้เสียกับค่าบริการ เพราะนายจ้างเป็นเพียงผู้เรียกเก็บจากลูกค้าและเป็นผู้จัดแบ่งให้แก่ลูกจ้าง ถือเป็นกรณีที่นายจ้างทำแทนลูกจ้างเพื่อความสะดวก และเพื่อให้กิจการของนายจ้างดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ดังนั้น ค่าบริการจึงมิใช่เงินของนายจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ค่าบริการจึงมิใช่ค่าจ้างตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เช่นกัน
นายจ้างจึงไม่ต้องนำค่าอาหารและค่าบริการเป็นฐานคำนวณค่าชดเชยและสินค้าแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้าง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8794/2550