ข้อเท็จจริง
1. กิจการของนายจ้างประสบกับการขาดสภาพคล่องเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ นายจ้างจึงมีประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราวและจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างร้อยละห้าสิบ(ปัจจุบันร้อยละเจ็ดสิบห้า)ของค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงาน โดยกำหนดเงื่อนไขว่าหากลูกจ้างคนใดไปทำงานกับนิติบุคคลอื่นในระหว่างนั้น ให้สถานภาพการเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลงทันที
2. ลูกจ้างไปทำงานให้แก่บุคคลอื่นในระหว่างที่นายจ้างประกาศหยุดกิจการชั่วคราว
3. นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่
ประเด็นวินิจฉัย
1. การที่นายจ้างประกาศหยุดกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราวและจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างร้อยละห้าสิบของค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงาน โดยกำหนดเงื่อนไขว่าหากลูกจ้างคนใดไปทำงานกับนิติบุคคลอื่น ให้สถานภาพการเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลงทันทีนั้น มีผลผูกพันลูกจ้างอย่างไร
2. เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในระหว่างหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวนั้น เป็น ค่าจ้าง หรือไม่
3. การที่ลูกจ้างไปทำงานกับนิติบุคคลอื่นในระหว่างที่นายจ้างประกาศหยุดกิจการชั่วคราว เป็นการละทิ้งหน้าที่ที่นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน
ให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าก่อนวันเริ่มหยุดกิจการตามวรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 บัญญัติว่า นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้......
(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร......
ป.พ.พ. มาตรา 575 บัญญัติว่า อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้างและนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้
ป.พ.พ. มาตรา 583 บัญญัติว่า ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ดี หรือ ละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือ ทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่า นายจ้างจะไล่ออก โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า หรือให้สินไหมทดแทนก็ได้
1. การที่นายจ้างประกาศหยุดกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราวและจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างร้อยละห้าสิบของค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงาน โดยกำหนดเงื่อนไขว่าหากลูกจ้างคนใดไปทำงานกับนิติบุคคลอื่น ให้สถานภาพการเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลงทันทีนั้น มีผลผูกพันลูกจ้างอย่างไร
ประกาศของนายจ้างเป็นเพียงประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงความจำเป็นของนายจ้างที่ต้องหยุดกิจการทั้งหมดลงชั่วคราว โดยจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่หยุดกิจการชั่วคราว ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 ดังนั้น ประกาศดังกล่าวจึงมิใช่หนังสือเลิกจ้าง แต่เป็นเพียงประกาศห้ลูกจ้างได้ทราบถึงเงื่อนไขในการที่นายจ้างจะใช้สิทธิในการเลิกจ้างลูกจ้างได้หากไปทำงานประจำให้นิติบุคคลอื่นในระหว่างที่นายจ้างหยุดกิจการชั่วคราวเท่านั้น
2. เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในระหว่างหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวนั้น เป็น ค่าจ้าง หรือไม่
ในระหว่างนายจ้างประกาศหยุดกิจการชั่วคราว นายจ้างมิได้มอบหมายงานให้ลูกจ้างทำในระหว่างนี้ เงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างนั้น ก็เป็นเงินที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 ซึ่งมิใช่เงินค่าจ้างที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน
3. การที่ลูกจ้างไปทำงานกับนิติบุคคลอื่นในระหว่างที่นายจ้างประกาศหยุดกิจการชั่วคราว เป็นการละทิ้งหน้าที่ที่นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่
การที่นายจ้างประกาศหยุดกิจการชั่วคราวและจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่นายจ้างหยุดกิจการชั่วคราวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 มิใช่หนังสือเลิกจ้างลูกจ้าง แม้ในประกาศจะระบุให้ลูกจ้างพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานไปทันทีที่ไปทำงานประจำกับนิติบุคคลอื่นก็ตาม แต่เป็นเพียงเงื่อนไขที่ให้นายจ้างสามารถใช้สิทธิเลิกจ้างลูกจ้างเท่านั้น
ดังนั้น การที่ลูกจ้างไปทำงานกับนิติบุคคลอื่นจึงมิใช่เป็นการตกลงเลิกสัญญาจ้างกับนายจ้าง และตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 75 ก็มิได้บัญญัติห้ามลูกจ้างไปทำงานกับบุคคลอื่นในระหว่างที่นายจ้างประกาศหยุดกิจการชั่วคราวแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ลูกจ้างไปทำงานกับนิติบุคคลอื่นจึงมิใช่การละทิ้งหน้าที่หรือทำผิดสัญญาจ้าง เมื่อจะเลิกจ้างลูกจ้าง แม้ว่านายจ้างจะสามารถทำได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในประกาศ แต่ไม่ใช่กรณีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7675/2548